วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

 
ชื่อวิทยานิพนธ์    TRANSPORT OF FOLATE COFACTORS BY PLASMODIUM FALCIPARUM INFECTED RED
                            BLOOD CELLS
เลขทะเบียน          08
ชื่อผู้วิจัย              SATAPORN SUTTIKULPITUG
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    1987
สถาบันวิจัย            MAHIDOL UNIVERSITY
บทคัดย่อ          
การศึกษาการขนส่งโพเลตเข้าสูเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อพลาสเดียม ฟัลซิพารั่มพบว่ามีการขนส่งโพเลตเพิ่มขึ้นมากกว่าเม็ดเลือดแดงปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อพลาสโมเดียมที่อาศัยอยู่ภายในเม็ดเลือดนั้น ความเร็วในการขนส่งโพเลตจะเพิ่มขึ้นสูงสุด เมื่อเชื้อพลาสโมเดียมเติบโตถึงระยะไซซอนต์ และการเพิ่มขึ้นนี้มีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงกับเบอร์เซนต์การติดเชื้อของเม็ดเลือดแดงด้วย
                เมื่อศึกษาต่อไปถึงกลไกของการขนส่งโฟเลต โดยการศึกษาทางจลนศาสตร์ของการขนส่ง พบว่าโฟเลตสามารถผ่านเข้าสู่เม็ดเลือดแดงได้เรื่อยๆ โดยไม่มีจุดอิ่มตัวพลังงานภายในเซลล์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขนส่งโฟเลต นอกจากนี้สารอื่นที่มีโครงสร้างคล้ายโฟเลตไม่สามารถยับยั้งหรือลดการขนส่งโฟเลตได้ หลักฐานเหล่านี้แสดงว่ากลไกการขนส่งโฟเลตไม่ไช่เป็นแบบแอ็คทีฟทรานสปอร์ด หรือแบบที่ต้องอาศัยตัวกลางในการนำโฟเลตเข้าไป จากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับมานี้ให้เสนอได้ว่า โฟเลตถูกขนส่งผ่านรูบนผิวเซลล์ของเม็ดเลือดแดง ที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างการติดเชื้อมาลาเรีย
                อย่างไรก็ดี ข้อมูลเท่าที่ได้รับในขณะนี้ยังไม่สารถสรุปได้ว่า เชื้อพลาสโมเดียม ฟัลซิพารั่ว สามารถใช้โฟเลตที่รับเข้ามาจากภายนอก (Sallvage patway) ได้หรือไม่ 

 


ชื่อวิทยานิพนธ์    STUDY ON ANTICANCER ACTIVITY OF A WELL-KNOWN THAI FOLK REMEDY
เลขทะเบียน          07
ชื่อผู้วิจัย              KESARA NA BANGCHANG
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    1987
สถาบันวิจัย            MAHIDOL UNIVERSITY
บทคัดย่อ          
ยาสมุนไพรไทยที่รัฐกันอย่างแพร่หลายตำรับหนึ่งประกอบด้วยส่วนที่ได้จากพืช 5 ชนิด และส่วนที่ได้จากสัตว์ 5 ชนิด ส่วนที่ได้จากพืชได้แก่ เหง้าพุทธรักษา (Cannaindica Linn) ต้นไฟเดือนห้า (Ludwigia hyssopifolia (G. Don) Exell) ต้นหญ้า ปีกไก่ดำ (Polygala chinensis Linn) ต้นลิ้นงูเห่า (C;inacanthus siamensi Brem) และเหง้าข้าวเย็นเหนือ (Smilax corbularia Kunth) ส่วนที่ได้จากสัตว์ได้แก่ เกล็ดนิ่ม (Manis javanica Desmarest) ขนเม่น (Hystrix Brachyura Linn) กระดองเต่า (Damonia subtrijuga Boulenger) เงี่ยงกระเบน (Dasyatis spp. ) และอกตะพาบน้ำ (Trionyx cartilaginous Boulenger) นอกจากนี้ยังมีส่วนของครุตักน้ำ (a small piece of bamboo bucket) ประกอบอยู่ด้วย
                ยาสมุนไพร่ตำรับรับนี้เชื่อกันว่าให้ผลในการรักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม (พ.ศ. 2525-2529 มีผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยยาตำหรับนี้ 3, 250 คน) ได้มีผู้ทำการศึกษา เบื้องต้นพบว่าน้ำสกัดจากส่วนประกอบที่ได้จากพืชแสดงผลยับยั้งการ เจริญของมะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลองได้ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์ที่จะศึกษาผลของน้ำสกัดจาดยาทั้งตำรับซึ่งประกอบด้วยส่วนพืชและสวนสัตว์ และทำการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง 

 

ชื่อวิทยานิพนธ์    THE ROLE OF OPIOID RECEPTORS IN BOVINE PINEAL GLAND
เลขทะเบียน          06
ชื่อผู้วิจัย               UAYART CHUCHUEN
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2003
สถาบันวิจัย            MAHIDOL UNIVERSITY
บทคัดย่อ          
Mammalian pinealoecytes are neuroendocrine cells of the pineal gland that synthesize and secrete melatonin into the blood circulation. The synthesis of melatonin is regulated by several biogenic amine, amino acid and peptide transmitter. In a previous study, the delta and mu opioid receptors have been identified and characterized in bovine pinealocytes by radioligand binding technique. In order to further clarify the existence of these receptors, the level of mRNA were determined. By using reverse transcriptase polymerase chain reaction (RT-PCR) followed by nest-PCR, a segment of mu-opioid receptor was amplified from mRNA of the bovine pineal gland and cerebral cortex. In order to further elaborate the function of different types of opioid receptors in the pineal gland, the second objective of this study was to study the roles of opioid receptors in regulating melatonin synthesis. We used a selective mu-opioid receptor agonist (DAMGO), a selective delta opioid-recetor  agonist (DPDPE) and a selective kappa-opioid receptor agonist to investigate the activity of N-acetyltransferase activity and melatonin  secretion. The results of this study showed that both DAMGO and DPDPE stimulated N-acetyItransferase activity and increased the level of melatonin in cultured bovine pinealocytes These stimulatory effects were blocked by naloxone, an opioid receptor antagonist. However, the kappa-opioid receptor agonist U69593 was unable to alter either the activity of N-acetyItransferase or the level of melatonin. This view supported our previous results of the existence of mu-and delta-but not kappa-opioid receptors in bovine pinealcytes. The study of the mechanism of how the activation of opioid receptor in pinealocytes leads to an increase in NAT activity is needed. The third objective is to study the accumulation of cyclic AMP by using [125 I] radioimmuno assay. Cyclic AMP levels were measured after pinealocytes were treated with morphine, DAMGO and DPDPE. The results indicated that these stimulatory effects acted via induction of cAMP product. This study reveals that the stimulatory effect of opioid receptors on melatonin synthesis is mediated via cAMP. Furthermore, the analgesic effect of melatonin and opioid on modulation of nociception was studied by using a mode of tailflick and formalin test. The results of this study showed that melatonin increase significantly tail-flick latency and decreased the lifting and licking response behavior but not scratching response behavior. These results suggest that melatonin has an analgesic effect. Therefore, the present data provides information for future research in searching highly efficacious melatonin analogues capable of providing maximum analgesia and being devoid of addiction liability.

 

ชื่อวิทยานิพนธ์    ศึกษาวิเคราะห์ปรัชญาชีวิตไทยในกวีนิพนธ์กรุงรัตนโกสินทร์
เลขทะเบียน          05
ชื่อผู้วิจัย               พระมหาเทิด ญาณวชิโร (วงศ์ชะอุ่ม)
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2545
สถาบันวิจัย          มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
บทคัดย่อ          
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งแสดงภาพแนวคิดเชิงปรัชญาที่คนไทยแสดงออกผ่านงานกวีนิพนธ์ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 3 ในการศึกษาได้กำหนดลักษณะพื้นฐานแนวคิดของคนไทยไว้ 4 ลักษณะ คือ (1) ปรัชญาชีวิตไทยลักษณะเป็นวิญญาณนิยม (2) ปรัชญาชีวิตไทยมีลักษณะเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ขวัญและลางสังหรณ์ (3) ปรัชญาชีวิตไทยเกิดจากอิทธิพลทางศาสนา และ (4) ปรัชญาชีวิตไทย เน้นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
                ลักษณะพื้นฐานแนวคิดทั้ง 4 ประการนี้เป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างแนวคิดเชิงปรัชญาไทย ปรากฏอยู่ในวรรณคดีทั่วๆ ไป ทั้งวรรณดีมุขปาฐะและวรรณคดีลายลักษณ์ สำหรับกวีนิพนธ์เป็นส่วนหนึ่งของวรรณคดีลายลักษณ์ เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีพันธ์กิจหลักในการตอบสนองความต้องการด้านสุนทรียะมีถานะเป็นเครื่องมือบันทึกความรู้สึกนึกคิดที่มนุษย์มีต่อชีวิต สังคม และสรรพสิ่ง เชื่อมโยงครอบคลุมมิติทางความคิดระบบต่างๆไว้ทุกด้าน พิจารณาความสืบเนื่องทางด้านแนวคิดกวีนิพนธ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สืบแนวคิดมาจากกวีนิพนธ์สมัยกรุงศรีอยุธยาหากก่อตัวขึ้นใหม่ในบริบทแห่งการฟื้นฟูสังคมกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงเนื้อหาที่กวีนิพนธ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นสืบต่อมาจากกรุงศรีอยุธยา โดยพิจารณาจาก 3 ประการ ดังนี้ (1) รูปแบบกวีนิพนธ์ ได้แก่ รูปแบบทางการประพันธ์ที่กวีกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นประพันธ์ขึ้น โดยยึดกรอบแห่งฉันทลักษณ์อย่างเคร่งครัดตามแบบอย่างกวีกรุงศรีอยุธยา (2) เนื้อหากวีนิพนธ์ ได้แก่ เนื้องานกวีนิพนธ์ในยุคนี้มักดำเนินตามเนื้อเรื่องชาดกเป็นหลัก ตามขนบการประพันธ์ของกวีสมัยกรุงศรีอยุธยา และ (3) แนวคิดกวีนิพนธ์ ได้แก่ การสอแทรกแนวคิด ทัศนคติ อุดมคติของกวีในเนื้อหาหรือคำพูดของตัวละคร ตลอดจนการวิพากย์วิจารณ์สังคมและสรรพสิ่งตามที่กวีต้องการนำเสนอ

 

ชื่อวิทยานิพนธ์    แนวทางสร้างเสริมสุขภาพบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ
เลขทะเบียน          04
ชื่อผู้วิจัย               จิรวัส ฉัตรไชยสิทธิกุล
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2543
สถาบันวิจัย            มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทคัดย่อ          
            การศึกษาเรื่อง แนวทางสร้างเสริมคุณภาพบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการค้าดำเนินการพัฒนาคุณภาพบริการทางการแพทย์ปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการดำเนินการพัฒนาคุณภาพบริการและเพื่อศึกษาแนวทางสร้างเสริมคุณภาพบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจให้ดำเนินไปด้วยดี สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาครั้งนี้คือบุคลากรทุกระดับแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวิชาชีพ มี 11 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา โภชนากร นักสังคมสงเคราะห์ และนักสาธารณสุขและกลุ่มมิใช่วิชาชีพคือข้าราชการตำรวจระดับรองผู้กำกับ สารวัตร รองสารวัตร ชั้นประทวน และลูกจ้าง รวมทั้งสิ้นจำนวน 243 คน โดยมีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวอเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Test และประมวลผลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคม (SPSS)

 

ชื่อวิทยานิพนธ์    การศึกษาบทบาทของบิดา บทบาทของมารดาในฐานะตัวทำนายพฤติกรรมการปรับตัวของเด็กปฐมวัย
                            ในเขตกรุงเทพมหานคร
เลขทะเบียน          03
ชื่อผู้วิจัย               ร.ต.อ.หญิง สายวริน จิณวุฒิ
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2541
สถาบันวิจัย            มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร


ชื่อวิทยานิพนธ์    การวิเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับสื่อการสอนต่อการปรับตัวในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด
ในระหว่างปี พ.ศ.2519-2540
เลขทะเบียน          01
ชื่อผู้วิจัย               ร.ต.ท.หญิง ศิริพร ปทุมมุขย์
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2541
สถาบันวิจัย            มหาวิทยาลัยมหิดล
บทคัดย่อ          
            การใช้สื่อการสอนในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนั้นเป็นวิธีลดผลกระทบของผู้ป่วยทั้งด้านร่ายกายและจิตสังคมวิธีหนึ่ง ปัจจุบันพบว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับสื่อการสอนในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหลายรูปแบบและยังไม่มีการรวบรวมผลของการวิจัยที่แท้จริง ยากต่อการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล ดารวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อวอเคราะห์งานวิจัยในระหว่างปีพ.ศ. 2519 – 2540 โดยใช้ตัวอย่างงานวิจัย 16 เรื่องจากประชากรเชิงนิยาม 24 เรื่อง เป็นงานวิจัยเชิงทดลองที่ใช้สื่อการสอนวิธีต่างๆ ซึ่งกระทำในผู้ป่วยในระยะก่อนและหลังผ่าตัด โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสถิติ t, F การวิเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้ประยุกต์วิธีการสังเคราะห์แบบเมต้าของกลาส(Glass, et al., 1982) มาใช้โดยการคำนวณขนาดอิทธิพลจากงานวิจัย ทดสอบความเม่ากันของขนาดอิทธิพลเฉลี่ย และศึกษาความแปรปรวนในขนาดอิทธิพลของสื่อการสอนที่มีความแปรปรวนสูงจาการใช้ตัวแปรลักษณะงานวิจัย

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

 

ชื่อเรื่องวิจัย           รายงานการวิจัย สภาวะสุขภาพจิตของนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกาย
เลขทะเบียน            1286
ชื่อผู้วิจัย                  เกียรติภูมิ วงศ์รจิต
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2546
สถาบันวิจัย            สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
บทคัดย่อ
ปัญหาอาชญากกรมนับว่าเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนนักโทษในเรือนจำเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลกระทบต่อนักโทษทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะสุขภาพจิตและความต้องการการช่วยเหลือของนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่ายกายในทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำกลางคลองเปรม โดยทำการคิดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติเป็นนักโทษสำหรับ ความผิดต่อชีวิตและร่างกายต้องโทษจำคุงตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาไทยได้ ไม่มีปัญหาในการได้ยินละยินดีให้ความร่วมมือในการวิจัย จำนวน 58 ราย เป็นนักโทษชาย 28 ราย นักโทษหญิง 30 รายทำการรวบรวมข้อมูลในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 โดยวิธีการสนทนากลุ่มจำนวน 6 กลุ่ม ร่วมกับการสังเกตเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยวิธีแจกแจงความถี่ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา



 

ชื่อเรื่องวิจัย           รายงานการดูแลผู้ป่วยเป็นครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
เลขทะเบียน          1201
ชื่อผู้วิจัย               พญ.ธัญญารัตน์ สิทธิวงศ์
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2549
สถาบันวิจัย            คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ชื่อเรื่องวิจัย         การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการใช้และไม่ใช้เครื่องดูดต่อกับท่อ ระบาย ทรวงอกในผู้ป่วยบาดเจ็บทรวงอก
เลขทะเบียน          1206
ชื่อผู้วิจัย               1. นายรัฐพลี ภาคอรรถ, พ.บ.               
                              2. นางสุกัญญา ศรีอัษฏาพร, พ.บ.     
                              3. นายกฤตยา กฤตยากีรณ, พ.บ.     
                              4. นายสุวิทย์ ศรีอัษฏาพร, พ.บ.         
วันเดือนปีที่ทำวิจัยสำเร็จ    2548
สถาบันวิจัย          คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทคัดย่อ
การบาทเจ็บช่องอกเป็นปัญหาทางอุบัติเหตุที่สำคัญของประเทศไทย โดยที่การรักษาส่วนใหญ่สามารถใส่ได้โดยการใส่ท่อระบายทรวงอกซึ่งในต่างประเทศมีการใช้เครื่องดูดต่อกับท่อระบายในผู้ป่วยทุกราย แต่ในประเทศไทยยังขาดแคลนทรัพยากรในหลาย ๆ ด้านในทางการแพทย์รวมทั้งเครื่องดูด จากการสังเกตของคณะผู้ทำวิจัยในการรักษาผู้ป่วยบาดเจ็บทรวงอกโดยไม่ใช้เครื่องดูดพบว่า ผลการรักษาอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งยังไม่มีการสรุปหรือระบุให้ชัดเจนมาก่อน คณะผู้วิจัยจึงดำริทำงานวิจัยชิ้นนี้ขึ้นเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการรักษาระหว่างการใช้เครื่องดูดในการรักษาการบาดเจ็บทรวงอกด้วยการใส่ท่อระบาย โดยการสุ่มแบ่งกลุ่มประชากรที่ใช้ศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ต่อท่อระบายกับเครื่องดูด และกลุ่มที่ 2 ไม่ต่อกับเครื่องดูด จากนั้นทำการรักษาตามาตรฐาน จนกระทั่งผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล ระหว่าง มกราคม 2546 ถึง มกราคม 2548 มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษานี้ 215 คน อยู่ในกลุ่มที่ 1 จำนวน 107 คน แบะกบุ่มที่ 2 จำนวน 105 คน อายุเฉลี่ย 36.4 ปี ทั้ง 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มประชากรที่มีความคล้ายคลึงกันในด้านข้อมูลพื้นฐาน และการบาดเจ็บ พบว่า กลุ่มที่ 1 ที่ต่อท่อระบายกับเครื่องดูด มีภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า กลุ่มที่ 2 ที่ไม่ได้ต่อเครื่องดูด (14.81% vs. 7.47%) แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.14) ในทางกลับกัน กลุ่มที่ 2 กลับใช้จำนวนวันที่ต้องใส่ท้อระบายสั้นกว่า (6.06 vs. 7.63 วัน, P = 0.016) และต้องใช้การเอกซเรย์น้อยครั้งกว่า ๖4.31 อห. 5.80 ครั้ง, P < 0.01) เมื่อเทียบกับ กลุ่มที่ 1 โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงสามารถสรุปได้ว่า การรักษาการบาดเจ็บทรวงอกด้วยการใส่ท่อระบายนั้น สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดูด เนื่องจากไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ตลอดจนผู้ป่วยใส่ท่อระบายน้อยวันกว่า และต้องการเอกซเรย์น้อยครั้งกว่า